กำลังเข้าสู่ระบบ.
ข่าวเศรษฐกิจ
BOIชี้SMEเข้าถึงเงินทุนยากเพราะไม่เข้าใจ
นายสุธี พนาวร ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI กล่าวในงานสัมมนา เติมพลังการเงินให้ SME ก้าวไกล ว่า สาเหตุหลักในขณะนี้ที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
ยาก มีเหตุมาจากขาดความเข้าใจในการเสนอตัวธุรกิจให้สถาบันการเงินไว้วางใจและจะยอมรับ รวมไปถึงขาดการแสดงจุดเด่นของธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่ไม่เข้าใจถึงการยื่นระเบียบการขอกู้ พร้อมมองว่า ในขณะนี้ถือว่า
หลายสถาบันการเงินได้เปิดโอกาสให้ SME มากขึ้น นายสุธี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ที่เปิดกิจการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว SME จะต้องมีการพัฒนาในการสำรวจจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อพัฒนาธุรกิจตนเองให้สามารถต่อสู้กับตลาดโลกได้
หุ้นปิด +2.51จุด แตะ1,079.91จุด
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด ณ เวลา 14.18 น. ซื้อที่ 28.92 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ และขายที่ 30.31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ
รองผอ.สสว.ชี้SMEไทยเข้าถึงแหล่งทุนยาก
น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. เปิดเผยภายหลังการสัมมนา เติมพลังการเงินให้ SME ก้าวไกล ว่า ขณะนี้ในธุรกิจของ SME การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในประเทศไทยนั้น เป็นไปได้ยากทำให้โอกาสการขยายตัวในการประกอบธุรกิจลดลง ซึ่งจากการจัดอันดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของไทยในขณะนี้อยู่ที่อันดับ 71 ของโลก ซึ่งเทียบกับประเทศมาเลเซีย เข้าถึงได้เป็นอันดับที่ 1 ซึ่งถือว่า แตกต่างกันมากในประเทศภูมิภาคเดียวกัน อย่างไรก็ตามจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ เพื่อรองรับให้ SME ไทย ปรับตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในอนาตค
ทั้งนี้ น.ส.วิมลกานต์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หากการพัฒนาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มขึ้นจะทำให้ SME ขนาดกลางมีเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ SME ในระยะยาว เพื่อสามารถต่อสู้ในการส่งออกระดับเวทีโลกได้
พณ.คาดปี54อาเซียนมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น
นายฉัตรชัย เลื่อมประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนามองหาโอกาสในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ว่า การรวมตัวเป็น AEC ในปี 2558 มีประชากรรวมกันกว่า 650 ล้านคน ผู้บริโภคจะมีโอกาสเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตจะสามารถแสวงหาวัตถุดิบที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงขยายฐานการผลิตไปยังประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยในปี 2554 นี้ คาดว่า อาเซียนจะมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นจาก 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพื่อให้ภาคเอกชนไทย สามารถรับมือรองรับ AEC ได้ ทางกรมจึงได้มีการเพิ่มความรู้ให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
นายกฯติงปรับฐานเงินเดือนกระทบระบบขรก.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง นโยบายให้เงินเดือนเริ่มต้นกับผู้ที่จบปริญญาตรี 15,000 บาท ของพรรคเพื่อไทยว่า รัฐบาลชุดใหม่ต้องดูผลกระทบให้รอบด้าน ซึ่งจากการหารือกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. จะทำให้เกิดปัญหาในระบบราชการ ซึ่งต้องมีการปรับโครงสร้างเงินเดือนทั้งระบบ และงบประมาณอาจจะมีไม่เพียงพอ ขณะที่ภาคเอกชนก็จะทำให้มีคนตกงานมากขึ้น และไม่มีประโยชน์หากมีเงินเดือนสูง แต่กลับมีคนตกงานเพิ่ม พร้อมกันนี้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายถมทะเลภายในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เพราะจะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งหากไม่ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็จะขัดต่อกฎหมายมาตรา 67 วรรค 2 ทั้งนี้ในช่วงที่ยังไม่มีการเปิดสภา มองว่า พรรคเพื่อไทยควรจะศึกษานโยบายต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ
หอการค้าเชื่อรบ.ใหม่คุมต้นทุนสินค้าอยู่
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงภาวะเงินเฟ้อของประเทศ หลังรัฐบาลใหม่มีนโยบายในการเพิ่มค่าแรง และนโยบายประชานิยมต่างๆ ว่า เชื่อว่า
รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลต้นทุนสินค้าทั้งระบบ และอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ จะอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 4 ทั้งนี้เป็นเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการปรับลดเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายบางส่วน จะส่งผลกระทบในปี 2555 ทั้งการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม และนโยบายการรับจำนำข้าวที่ตันละ 15,000 บาท ซึ่งจะเริ่มต้นปีการผลิตปี 2554/2555 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ฉะนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องมีแนวทางในการดูแลด้วย
โอฬาร ทีมศก.ถกราคาสินค้า-ลดค่าครองชีพ
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้า ในการศึกษาข้อมูลโครงสร้างราคาสินค้าปศุสัตว์ อาทิ หมูไก่ ไข่ น้ำมันปาล์ม และสินค้าอุปโภค บริโภค วานนี้ (13 ก.ค. 54) ว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันหลายฝ่ายประกอบด้วย นายโอฬาร ไชยประวัติ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ส่วนตนเองนั้น ติดงานทางด้านการท่องเที่ยว แต่ก็ร่วมกันดู โดยเรื่องนี้ คาดว่า จะมีประกาศเพื่อขอหารืออย่างเป็นทางการกับบางกลุ่ม ซึ่งในขณะนี้ ดูเหมือนปัญหาโครงสร้างราคาสินค้า จะอยู่ที่ราคาอาหารสัตว์ หากลดราคาลงได้ ก็จะช่วยให้ราคาขายปลีกลดลงได้ แต่เนื่องจากช่วงนี้ ยังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ จึงศึกษาข้อมูลโครงสร้างไปก่อนว่า มีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ กระทั่งออกมาเป็นไข่ เป็นเนื้อ และแต่ละขั้นตอน มีกำไรมากน้อยแค่ไหน
ขณะเดียวกัน แม้จะมีข้อมูลราคาสินค้าเหมือนกับที่กระทรวงพาณิชย์มี ก็ได้มีการสอบถามบ้าง เพราะต่างฝ่ายทราบว่า โครงสร้างเป็นอย่างไร และที่ผ่านมายังไม่ดำเนินการติดขัดในขั้นตอนใด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามนโยบายต้องรอหลังจากเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการก่อน
คลังเก็บรายได้9เดือนทะลุเป้า1.8แสนล้าน
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้เดือน มิ.ย. สูงกว่าเป้าหมาย 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิสูงกว่าเป้าหมายกว่า 1.8 แสนล้านบาททั้งนี้ เดือน มิ.ย. 2554 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 109,571 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,065 ล้านบาท หรือ 1.9 % สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 10 % โดยการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงกว่าประมาณการ 5,474 ล้านบาท 3,476 ล้านบาท และ 1,544 ล้านบาท ตามลำดับขณะที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันต่ำกว่าประมาณการ 7,558 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงชั่วคราว
นายนริศ เปิดเผยอีกว่า ถ้าพิจารณาการจัดเก็บรายได้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,386,281 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 181,050 ล้านบาท หรือ 15 % สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 12.3 % จากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 11,805 ล้านบาท
สคร.เผยมีรายได้เข้าคลังมิ.ย.7.9หมื่นล้าน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผย ว่า รัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลัง ถือหุ้นน้อยกว่าร้อยละ 50 นำส่งรายได้แผ่นดินของเดือนมิถุนายน 2554 จำนวน 3,477.05 ล้านบาทและรายได้แผ่นดินสะสม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนมิถุนายน 2554 จำนวนทั้งสิ้น 79,806.30 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ จำนวน 11,805.17 ล้านบาท จากที่ได้ประมาณไว้ 68,001.13 ล้านบาท
ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด คือการไฟฟ้านครหลวง โดยนำส่งรายได้แผ่นดินจากกำไรสุทธิปี 2553 จำนวน 1,158.40 ล้านบาท และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำส่งรายได้เข้าแผ่นดิน จำนวน 800 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การเมืองมีความชัดเจน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ มั่นใจว่า ปีนี้รัฐวิสาหกิจ จะสามารถนำส่งเงินรายได้เข้ารัฐวิสาหกิจได้เกินเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน
ตลท.เผยนักลงทุนจับตาทีมศก.รบ.ใหม่
นายวิรไท สันติพิภพ รองผู้จัดการพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. เปิดเผยว่า แนวโน้มนักลงทุนต่างชาติ ที่เทขายสุทธิใน ตลท.เพียงแห่งเดียว ในตลาดภูมิภาคช่วง 6 เดือนแรกนั้น เป็นผลมาจากความกังวลในคะแนนเสียงและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาในคะแนนเสียงของพรรคมีความแตกต่างกันมาก และมีความชัดเจนในฝ่ายที่จะเป็นรัฐบาล ทำให้ นักลงทุนต่างชาติ คลายความกังวลลง ไม่เท่าปัจจัยเศรษฐกิจภายนอก อาทิ เศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ ยังจับตา ทีมเศรษฐกิจที่จะเป็นกลไกสำคัญ ในการดำเนินนโยบาย และจะหยิบยกนโยบายใดขึ้นมาดำเนินการก่อน เพราะหากเป็นนโยบาย อาทิ การลดภาษีนิติบุคคล อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และกองทุนน้ำมัน จะมีผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย และบริษัทจดทะเบียนมาก
อย่างไรก็ตาม นโยบายบางอย่าง ก็เป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนไทย และ ตลท. อาทิ การอนุญาตซื้อขายอนุพันธ์อ้างอิงราคาสินค้าเกษตร ช่วยเพิ่มตราสารใหม่ให้นักลงทุนเข้ามา เพราะประเทศไทยได้เปรียบ เนื่องจากเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตร
นายกฯหนุนกนง.ขึ้นดอกเบี้ย0.25%
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะเป็นการปรับอย่างระมัดระวัง เนื่องจากทาง กนง. ห่วงในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งถือว่า เป็นแรงกดดันอย่างหนึ่ง ที่จำเป็นต้องปรับขึ้น ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามเศรษฐกิจโซนยุโรป ที่ยังคงมีความเสี่ยง ซึ่งหากมีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ว่า ควรที่จะซักซ้อมและมองเป้าหมายเศรษฐกิจ ว่า มีเป้าหมายในระดับใด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภาวะเงินเฟ้อตามมา ขณะเดียวกัน นโยบายด้านการเงิน การคลัง จะต้องมีความสมดุลกัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถมองภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลใหม่ได้ เนื่องจากนโยบายยังไม่มีความชัดเจน
ส่วนกรณีนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ขณะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า มีเงื่อนไขอย่างไร และจะปรับเท่ากันทั้งประเทศหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการค่าจ้าง ของคณะกรรมการชุดปัจจุบัน อยู่ระหว่างการสรุปผลตัวเลข การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งคาดว่า สูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 20 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 2 บาท
ซื้อขายหลักทรัพย์6ด.เพิ่มเฉลี่ย43.69%
นางเทียนทิพ สุพานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แถลงสรุปภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ เดือนมิถุนายน 2554 และภาพรวม 6 เดือนแรก ภายหลังเผชิญ สถานการณ์จากเศรษฐกิจโลกและการเมืองไทย ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยรายวันเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.69 และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ของ set เพิ่มร้อยละ 2.14 อยู่ที่ 8,512,876 ลบ. และจำนวนบริษัทจดทะเบียน mai เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.71 อยู่ที่ 80,327 ลบ. นอกจากนี้ ดัชนีหลักทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยี เกษตรและอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เกิดขึ้นช่วงไตรมาส 2 นักลงทุน เทขายสุทธิถึง 14,803 ลบ เนื่องจาก ความกังวลทางการเมืองของไทยและปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศกรีซ ส่งผลให้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลง ร้อยละ 3.01 อยู่ที่ 1,041 จุด
กรมศุลฯลงนามถ่ายโอนตรวจวิเคราะห์สินค้า
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผย ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลง การถ่ายโอนงาน ด้านการตรวจสอบวิเคราะห์สินค้าของทางกรมศุลกากร ให้ห้องปฏิบัติงานกลางประเทศไทย จำกัด ว่า ที่ผ่านมา กรมศุลกากรมีอุปกรณ์ในการตรวจสอบสินค้านำเข้าและส่งออก ที่ล้าสมัย ซึ่งหากจะมีการลงทุนเพิ่มเติม จะใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก รวมถึงรัฐบาลได้มีการลงทุนในบริษัทห้องปฏิบัติการกลางประเทศไทย อยู่แล้ว จึงได้ใช้เป็นช่องทางในการตรวจสอบวิเคราะห์สินค้า
อย่างไรก็ตาม สินค้าในปัจจุบันมีนวัตกรรมและพัฒนาการรวดเร็ว จึงต้องใช้เครื่องมือในการตรวจสอบที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ประกอบการ ได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันสำหรับประเทศ
ทั้งนี้ นายประสงค์ กล่าวเพิ่มอีกว่า การดำเนินงานดังกล่าวนั้น ก็เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2553 ที่ให้ส่วนราชการดำเนินการถ่ายโอนงานด้านการตรวจสอบ และรับรองคุณภาพมาตรฐานของส่วนราชการต่างๆ ให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยดูแล
หอการค้าชี้ขึ้นค่าแรงกระทบต้นทุนผลิตSME
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตมาก โดยเฉพาะ SME หากมีการปรับค่าแรง รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเข้ามาชดเชยด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีแผนที่จะลงทุนในประเทศไทย อาจย้ายฐานการผลิตไปประเทศ ที่มีค่าแรงต่ำกว่า และมีบรรยากาศการลงทุนที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะหลังการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 การเคลื่อนย้ายแรงงาน จะกระทำได้อย่างเสรีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เห็นว่า รัฐบาลใหม่จะต้องมีการหารือกับภาคเอกชน เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะการขึ้นค่าแรง และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถดถอยไม่ใช่เรื่องที่ดี
ก.พลังงานกำหนดส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ทางกระทรวง ได้ดำเนินการตามนโยบายของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี ในภาคอุตสาหกรรมให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป โดยมีการปรับราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีไตรมาสละ 3 บาทต่อกิโลกรัม รวม 4 ไตรมาส หลังจากการแก้ไขคำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม นี้ เป็นต้นไป
โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ออกประกาศเรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับก๊าซแอลพีจี ที่จำหน่ายให้โรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่เป็นผู้จำหน่ายก๊าซแอลพีจีให้โรงงานอุตสาหกรรม ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม ในไตรมาสนี้ 2.80 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 3 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบัน 18.13 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มเป็น 21.13 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ นายณอคุณ กล่าวด้วยว่า ภาครัฐมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจาก ราคาขายปลีกที่สะท้อนต้นทุนแอลพีจีที่แท้จริง ควรอยู่ที่ 30.50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ปัจจุบันภาครัฐได้กำหนดให้ตรึงราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี อยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี ต่ำกว่าราคาขายปลีกที่ควรจะเป็น12.37 บาทต่อกิโลกรัม
หุ้นเช้าปิดลดลง0.44จุดแตะ1,076.96จุด
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกสิกรไทย ล่าสุด ณ เวลา 10.51 น. ซื้อที่ 28.94 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ และขายที่ 30.33 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ
'จิตติ'ปลื้มทองขายดี คาดทองแตะ1,600$
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า เมื่อคืนนี้ราคาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้น 23.20 ดอลลาร์หรือ 1.48 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 1,585.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนมีความวิตกกังวลวิกฤติหนี้ยูโรโซน ที่คาดว่าอาจจะลามไปยังประเทศอิตาลี และสเปน ส่งผลให้หันมาลงทุนทองคำแทน และมองว่าราคาอาจขึ้นอยู่ที่ใกล้ๆ 1,600 ดอลลาร์ และก็
ปรับลดลง ขณะที่ล่าสุด เมื่อเช้านี้ (14 ก.ค. 54) ราคาทองคำในประเทศ ได้ทำนิวไฮต่อ เป็นวันที่ 2 หรือครั้งที่ 3 โดยรูปพรรณซื้อบาทละ 22,118.44 บาท ขายออกบาทละ 22,950 บาท ส่วนทองคำแท่งซื้อบาทละ 22,450 บาท ขายออกบาทละ 22,550 บาท
ทั้งนี้ หากนับราคาทองคำตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2554 อยู่ที่ 1,482.60 ดอลลาร์ถึงปัจจุบัน ทองขึ้นมาแล้ว 102.9 ดอลลาร์ ขณะทองรูปพรรณขายออกบาทละ 22,200 บาท ปัจจุบันขึ้นมาประมาณ 750 บาท ทำให้ทองคำขายดี แต่ทั้งนี้ ก็อยากเตือนนักลงทุนว่าการ
เก็งกำไรสามารถทำได้แต่ต้องระมัดระวังด้วย เพราะราคาทองพุ่งขึ้นแรง แต่ก็ลงแรงด้วยเหมือนกัน
นักวิเคราะห์จับตาหนี้สินยุโรปศก.สหรัฐ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนี ในตลาดหลักทรัพย์ ไทยในวันนี้นั้น จะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,075-1,085 จุด ตามปัจจัยและพื้นฐานตลาดโลก โดยปัจจัยที่สำคัญ ที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือปัญหาหนี้สิน ในประเทศยุโรปรวมไปถึงเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีสัญญาณชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่กังวงดังกล่าว ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ส่วนใหญ่เริ่มหันมาลงทุน และเก็งกำไร ในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น โดยเรื่องราคาที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการลงทุนในช่วงนี้ อาจมีความผันผวน
ธนวรรธน์ชี้ดัชนีเชื่อมั่นดีขึ้นหลังลต.
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม หลังการเลือกตั้ง ซึ่งผลสำรวจในเบื้องต้น พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นมีการปรับตัวดีขึ้นทันที หลังการเลือกตั้งจากระดับ 81.7 ในช่วงเดือนมิถุนายน เป็น 83.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับตัวดีขึ้น แตะระดับ 102.6 ซึ่งเป็นดัชนีที่ปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปี และเมื่อมีความชัดเจนของนโยบายมากขึ้น การบริโภคในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 และต้นไตรมาสที่ 4 จะกลับมาคึกคัก ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ได้ตามกรอบที่ หอการค้าไทย คาดการณ์ไว้
เผยหลังลต.ดันดัชนีเชื่อมั่นมิย.พุ่ง81.7
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมิถุนายน 2554 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่น มีการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 81.7 ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 54 เดือน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการกำหนดวันเลือกตั้ง ในวันที่ 3 ก.ค. ส่งผลต่อจิตวิทยา มีความหวังต่อรัฐบาลใหม่ รวมทั้ง ราคา
น้ำมันขายปลีกในประเทศ ปรับตัวลดลง และราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ การค้าระหว่างประเทศ ขยายตัวดี โดยมี ดัชนีความเชื่อมั่น เกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับตัวดีขึ้น อยู่ที่ระดับ 72.3 โอกาสในการหางานทำปรับตัวดีขึ้น อยู่ที่ระดับ 72.9 และรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 99.8
ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม หลังการเลือกตั้ง ซึ่งผลสำรวจในเบื้องต้น พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นมีการปรับตัวดีขึ้นทันที หลังการเลือกตั้งจากระดับ 81.7 ในช่วงเดือนมิถุนายน เป็น 83.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับตัวดีขึ้น แตะระดับ 102.6 ซึ่งเป็นดัชนีที่ปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปี และเมื่อมีความชัดเจนของนโยบายมากขึ้น การบริโภคในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 และต้นไตรมาสที่ 4 จะกลับมาคึกคัก ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ได้ตามกรอบที่ หอการค้าไทย คาดการณ์ไว้









